ความสุขกับอาชีพ

posted on 23 Mar 2012 13:46 by clookclick in KidD
จำกันได้ไหมครับว่า เมื่อครั้งเรียนจบ ม.ปลาย เราใช้หลักเกณฑ์อะไรในการเลือกคณะ เลือกมหาวิทยาลัย
...เลือกตามเพื่อน แบบว่ารักกันมาก อยากจะสนุกด้วยกันต่อ จึงขอเลือกคณะเดียวกัน หรือมหาวิทยาลัยเดียวกัน ซึ่งในความเป็นจริงแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย 
...เลือกตามคนที่เราแอบชอบ อันนี้มองการณ์ไกล ตอนอยู่ ม.ปลาย จีบไม่สำเร็จ หวังจะตื๊อต่อ แต่ส่วนใหญ่ก็เปลี่ยนใจทั้งนั้น เพราะในมหาวิทยาลัยมีอะไรน่าตื่นตาตื่นใจกว่าเยอะ 
...เรียนที่ไหนก็ได้ เพราะไม่ต้องตัดผมสั้นตามระเบียบอีกแล้ว 
...เลือกมหาวิทยาลัยดังๆ จบมาจะได้หางานง่าย เงินเดือนสูงๆ
 
เหตุผลจะประมาณนี้แหละครับ หนีจากนี้ไปไม่เท่าไร ถ้าตัดสินใจเองแบบเพียวๆ เหตุผลจะเป็นข้อต้นๆ แต่ถ้าผู้ปกครองเข้ามามีส่วนร่วม ส่วนใหญ่อยากให้ลูกเลือกคณะที่เรียนจบมา หางานง่าย ได้เงินดี"ตรูจะได้หมดภาระเสียที"  (แหะๆ ล้อเล่นครับ พ่อแม่ไม่ได้คิดแบบนั้นหรอก เพียงแต่อยากให้ลูกภูมิใจ ที่สามารถหาเงินใช้เองได้)
 
การเลือกรอบแรกผ่านไป มีทั้งสมหวังและผิดหวังพอเรียนจบ ทุกคนก็ได้โอกาสเลือกกันอีกที
...บางคน ได้งานทำ ตรงกับที่เรียนมา 
...บางคน  สลับฝาสลับตัว ขนิดคาดไม่ถึง 
...บางคน ผ่านไปเป็นสิบปี ยังเลือกไม่เสร็จ ขอลองอีกสัก 2-3 อาชีพที่เป็นเช่นนี้เพราะ เงื่อนไขในการเลือกเปลี่ยนไปเงินก็อยากได้ แต่ถ้าทำแล้วทุกข์มากก็ไม่เอา
 
"มีด้วยหรือ อาชีพที่ทำแล้วมีความสุข?"
มีครับ แม้เทียบกันไม่ได้เป๊ะๆ แต่ถ้าให้พนักงานที่ทำงานในอาชีพนั้น ประเมินระดับความสุข เราก็พอจะเห็นความแตกต่าง
ในเมืองนอก เขามีสำรวจเรื่องนี้อย่างจริงจังผมขอนำมาเล่าเป็นรายอุตสาหกรรมนะครับ หากใครอยากรู้เป็นรายบริษัท ก็ตามลิงก์ด้านล่างได้เลย 
 
ลองมาดูกันครับ ว่าพนักงานในอาชีพเหล่านี้ ใครมีความสุขมากกว่ากัน
1. งานในภาคเกษตรกรรมและเหมืองแร่
2. งานในอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์และอินเทอร์เน็ต
3. งานในองค์กรไม่แสวงหากำไร
4. งานเกี่ยวกับสื่อ ความบันเทิง 
5. งานด้านค้าปลีก
6. งานด้านสื่อสารโทรคมนาคม ก่อสร้าง 
7. งานบริการทางการเงิน
8. งานด้านการศึกษา
9. งานราชการหรือพนักงานของรัฐ
 
คำเฉลย ระดับความสูข ก็เรียงจากล่างขึ้นบนครับงานในภาคเกษตร มีความสุขน้อย ก็ไม่น่าแปลกใจ เพราะค่าตอบแทนต่ำ ความก้าวหน้าก็ริบหรี่
แต่คนในอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์และอินเทอร์เน็ตไม่ค่อยสุขนี่สิ น่าคิดนะครับ เพราะงานเหล่านี้มีต้นทุนสูง มีพนักงานจำนวนมากอยู่เบื้องหลัง พวกเขาเหล่านี้เขามองว่าไม่ใช่ส่วนงานที่ทำกำไร สรุปคือ แม้จะได้เงินเยอะ แต่ไม่ทำให้มีความสุข
ต่างจากพนักงานของรัฐ ที่สุขกว่าอาชีพอื่น เพราะเขาภูมิใจที่ได้ทำอะไรให้กับประเทศชาติ ได้เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างขนาดใหญ่ของประเทศ
 
อ่านดีๆนะครับ เขาสุขใจที่ 'ได้เป็นส่วนหนึ่ง'ไม่ใช่ 'ขอแบ่งส่วนหนึ่ง' จากโครงการขนาดใหญ่ ที่พนักงานของรัฐในบางประเทศชอบทำกัน

ปั่นฟรีคิกพลิกไอเดีย

posted on 17 Dec 2011 22:07 by clookclick in panfreekick
ปั่นฟรีคิกพลิกไอเดีย

คลอดแล้วครับ หนังสือเล่มใหม่ ในชื่อ ปั่นฟรีคิกพลิกไอเดีย

เล่มนี้เจอแรงเสียดทานมากหน่อย โดยเฉพาะน้องน้ำที่ทำให้กว่าจะฝ่าออกจากโรงพิมพ์ไปส่งที่อมรินทร์ได้ ก็ใช้เวลามากโข
วันนี้ขอเอาคำนำสำนักพิมพ์ มาเรียกน้ำย่อยกันครับ

___ยกเว้นอเมริกันชนกับอีกบางประเทศแล้ว กล่าวได้ว่าฟุตบอลคือกีฬาอันดับหนึ่งบนโลกใบนี้อย่างแท้จริง และหากฟุตบอลคือสินค้าชนิดหนึ่ง ในรอบเกือบสองทศวรรษที่ผ่านมา ฟุตบอลคือสินค้าที่ ‘ร้อน’ สุดๆในโลกธุรกิจ
แต่เมื่อมองอีกมุมหนึ่ง การเล่นฟุตบอลกับการทำธุรกิจมีความเหมือนกันแบบชนิดแฝดคนละฝา

เริ่มตั้งแต่เป้าหมายก่อนลงสนาม ฟุตบอลคือชัยชนะ ธุรกิจคือการมีกำไร แล้วก่อนลงสนามต้องมีการวางแผน สำหรับฟุตบอลคือการวางแผนการเล่น ในขณะที่สำหรับธุรกิจคือแผนกลยุทธ์ เรื่อยไปจนถึงการทำงานเป็นทีม และเคารพในกติกาการแข่งขัน

ประเด็นเหล่านี้ นายขลุกขลิก ผู้เคยมีผลงานผ่านสายตาผู้อ่านมาบ้าง นำมาแยกย่อยแล้วอรรถาธิบายได้อย่างน่าสนใจ ด้วยภาษาอ่านง่าย สำนวนสนุกอยู่ในที แบบคนมีกีฬาลูกหนังอยู่ในหัวใจ
และที่สำคัญที่สุดคือ เปี่ยมไปด้วยสาระและข้อคิดที่สามารถนำมาปฏิบัติได้จริง

“ปั่นฟรีคิก พลิกไอเดีย” คือผลงานเล่มล่าสุดที่สำนักพิมพ์ pannbooks ภูมิใจเสนอ ด้วยหวังว่ามันจะสร้างหรือเพิ่มพูนประโยชน์ทางธุรกิจให้กับผู้อ่านได้บ้างไม่มากก็น้อย
ไม่ว่าคุณมีฟุตบอลอยู่ในหัวใจหรือไม่ก็ตาม

pannbooks
___

เชิญอุดหนุนได้ตามอัธยาศรัย ที่ร้านนายอินทร์ และร้านขายหนังสือแผนปัจจุบันทั่วไป

แต่ถ้าใครอยากได้ฟรีๆ ตามอ่านบล็อกนี้ไปเรื่อยๆ เดี๋ยวผมนำมาแจก

อ้อ! หรือตามไปเล่นเกมได้ที่ facebook.com/jibkwamkid 

edit @ 17 Dec 2011 22:10:32 by นายขลุกขลิก

edit @ 17 Dec 2011 22:25:43 by นายขลุกขลิก